แนะนำ มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล
(Seoul National University)
ตอนนี้อะไรๆก็ต้องเกาหลี ดูเหมือนจะฟีเวอร์ไปทั่วทุกแห่ง
แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อนหละก็คนไทยจะรู้จักประเทศเกาหลี ก็ตอนช่วงฟุตบอลโลกปี
2002 โน้น ครั้งนั้นประเทศเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพร่วมกับประเทศญี่ปุ่น
สนามการแข่งขันหลักๆจะกระจายไปตามเมืองใหญ่ๆของประเทศเกาหลีใต้
รวมทั้งกรุงโซลที่หลายคนรู้จักกันเป็นอย่างดีด้วย ซึ่งเมื่อย้อนไปในช่วงการปกครองของราชวงศ์โชซอน
(ปี 1394) ประเทศเกาหลีใต้ได้มีการย้ายเมืองหลวงมาที่กรุงโซล
นับตั้งแต่นั้นมาร่วมเวลานานกว่า 600 ปีแล้วที่กรุงโซลกลายเป็นศูนย์กลางทางการเมือง
เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ปัจจุบันนี้ประชาชนชาวเกาหลีจำนวน
1 ใน 4 ที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงโซล ที่ตอนนี้เรียกว่าทันสมัยและเป็นสถานที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก
ซึ่งที่สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เห็นจะหนีไม่พ้น พระราชวังโบราณ,
สวนสนุก หรือ หอคอยกรุงโซลซี่งถือเป็นสัญลักษณ์ของกรุงโซลเลยทีเดียว
เพราะอย่างนี้จึงทำให้กรุงโซลประเทศเกาหลี เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เหล่านักเดินทางมาท่องเที่ยวกันอย่างเพลิดเพลินกับวิถีชีวิตของคนที่นี่
มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล ก่อตั้งเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม
1946 ถือว่าติด 1 ใน 10 ของมหาวิทยาลัยชั้นนำในเอเชีย
จากผลสำรวจของจากนิตยสารเอเชียวีค ประจำปี 1999 โดยคุณภาพของมหาวิทยาลัยตรงตามมาตรฐานและหลักวิชาการ
เพราะไม่ว่าจะเป็น อุปกรณ์การเรียนการสอน, อาจารย์, บรรยากาศ,
เงินทุนวิจัย เป็นต้น ดังนั้นมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล จึงถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐบาลเพียงแห่งเดียวในกรุงโซล
จึงทำให้มีการสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยแห่งชาติโซลกันอย่างเข้มงวด
แต่อย่างไรก็ตามที่เกาหลีนอกจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซลแล้วยังมีมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังหลายแห่งที่มีชื่อเสียง
ซึ่งก็มีนักเรียนแย่งกันสอบแข่งขันเพื่อที่เข้าเรียนก็เยอะเหมือนกัน
บริเวณมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล
มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล ตั้งอยู่แถวเขตพุงชอนดง ในกรุงโซล
พื้นที่ด้านในกว้างขวาง แถมมีรถบัสของมหาวิทยาลัยและรถเมล์โดยสารทั่วไปวิ่งเข้าออก
และวิ่งผ่านไปตามแต่ละคณะ อีกอย่างที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเองก็อยู่ติดกับเทือกเขาควานัก
ทำให้ตัวอาคารตั้งอยู่ที่สูง จึงทำให้ 1 วันไม่สามารถเดินให้ทั่วมหาวิทยาลัยได้
เพราะคงไม่ไหวอย่างเป็นแน่ เพราะพื้นที่ทั้งกว้าง ทั้งลาดชัน
จากน่องขาเรียวๆของสาวๆ อาจกลายเป็นต้นขาโต๊ะสนุ๊กได้ในพริบตา
แต่จริงๆแล้วสภาพที่ตั้งของเกาหลีเองจะเป็นเนินสูงอยู่แล้ว
เพราะพื้นที่โดยส่วนใหญ่ของเกาหลีจะประกอบไปด้วยภูเขาเกินครึ่งหนึ่งของประเทศก็ว่าได้
ภายในมหาวิทยาลัยนอกจากมีคณะต่างๆแล้ว ยังมีห้องสมุดซึ่งถือว่าเป็นที่สุดฮิตของบรรดานักศึกษาที่จะเข้าไปนั่งอ่านหนังสือหรือไม่ก็ติวหนังสือกันที่นี่
โดยไม่เว้นแม้แต่วันหยุดก็ตาม
โรงอาหาร
โรงอาหารภายในมหาวิทยาลัยมีหลายที่ เนื่องด้วยจำนวนนักศึกษาที่เรียนอยู่ที่นี้มีจำนวนมาก
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีให้เยอะ ให้พอต่อความต้องการ และมีช่วงเวลาให้บริการเป็นมื้อๆไป
เช่น เช้า เที่ยง เย็น อาหารที่นี้ก็มีให้เลือกหลากหลาย
ราคาก็ไม่แพงกว่าข้างนอก ซึ่งราคาอาหารจะอยู่ประมาณ 2,500-3,000
วอน หรือประมาณ 60-70บาทไทย ถ้าเป็นข้างนอกราคาจะอยู่ที่
4,500ขึ้นไป หรือประมาณ 100 บาทไทย
ศูนย์ออกกำลังกาย
สนามกีฬาที่ใช้สำหรับออกกำลังกายเพื่อให้ผ่อนคลาย ก็มีที่ฮิตๆหน่อยจะเป็นสนามเบสบอล
เพราะถือเป็นกีฬายอดฮิตของที่นี่เลย ในช่วงเย็นและ ช่วงวันหยุดจะมีนักศึกษามาฝึกซ้อมเบสบอลอยู่ประจำ
จริงๆแล้วที่มหาลัยแห่งชาติโซลนี้มีทั้งนักศึกษาต่างชาติที่มาเรียนภาษาเกาหลีด้วยเหมือนกัน
รอบรั้วมหาวิทยาลัย
ถ้าจะออกไปนอกมหาวิทยาลัยจะเห็นว่ามี หอพักนักศึกษาอยู่จำนวนมาก
อีกทั้งยังมีร้านขายอาหาร, ร้านขายของ , และตลาดย่อมๆ
ให้ทุกคนได้เลือกชมเลือกซื้อกัน บริเวณด้านหน้าของมหาวิทยาลัยมีที่ให้ไปลองปีนเขาควานักที่อยู่ด้านหน้ามหาวิทยาลัยอีกด้วย
เพราะคนเกาหลีส่วนมากชอบปีนเขากัน โดยเฉพาะคนสูงอายุของเกาหลีจะนิยมไปปีนเขาเพื่อออกกำลังกาย
ดังนั้นไม่ต้องตกใจถ้าด้านหน้ามหาวิทยลัยจะเต็มไปด้วยผู้สูงอายุทั้งหญิงชายสะพายเป้กันเต็มไปหมดเพื่อไปปีนเขา
หรือเที่ยวชมบรรยากาศนั้นเอง แต่ก็ไม่ใช่เฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้นนะ
วัยรุ่นก็นิยมปีนกันเหมือนกัน ดังนั้นจึงถือว่าเป็นกีฬายอดฮิตอีกอย่างก็ว่าได้
เวลาที่จะเข้า-ออกมหาวิทยาลัยก็แสนจะสะดวกสบาย เพราะมีรถผ่านหลายสาย
รถของมหาวิทยาลัยเองก็มีบริการเหมือนกัน ไปส่งถึงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีซออุลแดอิบกู
ซึ่งเป็นสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินทางเข้ามหาวิทยาลัยโซล
การเรียนการสอน
มหาวิทยาลัยโซลในระดับปริญญาตรี 1 ปี จะเรียน 2 เทอม
แต่สำหรับผู้ที่สนใจจะเรียนภาษาเกาหลี ในมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล
จะมีสถาบันสอนภาษาเกาหลีสำหรับนักเรียนต่างชาติอยู่ด้วย
เรียกว่า "ออนอ คโย ยูกวอน" โดย 1 ปี จะแบ่งเป็น
4 เทอม หรือเรียกว่า 4 ฤดู โดยเริ่ม เทอมที่ 1 ช่วงต้นปีหรือช่วงฤดูใบไม้ผลิ
ระยะเวลาก็ตั้งแต่เดือนมีนาคม-พฤษภาคมเป็นระยะเวลาประมาณ10
สัปดาห์ เทอมที่ 2 ช่วงฤดูร้อน ระยะเวลาตั้งแต่เดือนมิถุนายน-สิงหาคม
เทอมที่ 3 ช่วงฤดูใบไม้ร่วง ระยะเวลาตั้งแต่ กันยายน-พฤศจิกายน
เทอมที่ 4 ช่วงฤดูหนาว ระยะเวลาเริ่มตั้งแต่ ธันวาคม-กุมภาพันธ์
ทำให้นักเรียนที่สนใจเรียนภาษาเกาหลีที่โซล สามารถสมัครเข้าเรียนภาษาเกาหลีได้ในแต่ละช่วงของเทอม
โดยก่อนเปิดเรียนทางสถาบันจะมีจัดให้สอบวัดระดับชั้น ซึ่งแบ่งออกเป็น
7 ระดับ ระดับเบื้องต้นจะเริ่มตั้งแต่ระดับ1 ไล่ลงไปจนถึงระดับสูงสุดคือระดับ
6 และระดับ 7 ซึ่งจะเรียกหลักสูตรที่ว่านี้ว่า "ยอนกู"
หรือ "หลักสูตรวิจัย" นั้นเอง ซึ่งเทียบไปแล้วก็เท่ากับปริญญาตรี
และเป็นพื้นฐานให้สำหรับคนที่คิดจะเข้าเรียนต่อปริญญาโทต่อไปในอนาคต
หลังจากการสอบวัดระดับเรียบร้อยแล้ว ก็จะได้เข้าเรียนตามที่ติดประกาศไว้
ซึ่งใน 1 ห้องจะมีนักเรียนไม่เกิน 15 คน แต่ละห้องจะมีอาจารย์ผลัดเปลี่ยนกันมาสอน
ประมาณ 2-3 คน เพื่อฝึกให้ชินกับสำเนียงและภาษาเกาหลี
ของอาจารย์แต่ละคน เนื้อหาที่เรียนก็จะมีทั้ง ฟัง พูด
อ่าน เขียน และในแต่ละเนื้อหาที่เรียนก็จะมีกิจกรรมสอดแทรกระหว่างเรียนอยู่เรื่อยๆ
เพื่อให้สนุกสนาน ส่วนเวลาเข้าเรียนก็เริ่มตั้งแต่เวลา
9.00-13.00 น. เรียนกันตั้งแต่วันจันทร์-ศุกร์ ส่วนช่วงบ่ายใครไม่อยากว่าง
ก็มีวิชาเสริมให้ได้เรียนกันต่อ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนเขียนตัวจีน
ซึ่งเรียกว่า "ฮันจา" เป็นการเรียนเขียนตัวจีนด้วยพู่กัน
เรียนการออกเสียงภาษาเกาหลีที่เป็นตัว "ฮันจา"
ให้ถูกต้อง บางคนไม่อยากเรียนก็จะใช้เวลาช่วงบ่ายไปทำงานพิเศษก็ไม่ว่ากัน
หรือใครอยากออกกำลังกายก็ไปสมัครเรียนเทควันโด ใครอยากมีเพื่อนคนเกาหลีก็อาจจะติดป้ายประกาศตามบอร์ดหาเพื่อนเพื่อมาแลกเปลี่ยนภาษากัน
ก็สามารถทำได้ เพราะนักศึกษาเกาหลีที่สนใจอยากจะรู้ภาษาไทยก็มีอยู่ไม่น้อย
หรืออาจจะแลกเปลี่ยนภาษากันเป็นภาษาอังกฤษก็ได้ ส่วนใหญ่นักเรียนต่างชาติที่มาเรียนภาษาเกาหลีก็จะเป็น
คนญี่ปุ่น, จีน และคนยุโรปก็มี นอกจากการเรียนในห้องเรียนแล้ว
ในแต่ละเทอมของที่นี่ยังจัดให้มีการไปทัศนศึกษาหรือพูดกันง่ายๆให้เข้าใจก็คือ
พาไปเที่ยวเปิดหูเปิดตา เรียนรู้นอกสถานที่กัน ซึ่งจะแบ่งเป็นแต่ละระดับชั้นไป
ที่พัก
ที่พักไม่ว่าจะอยู่ด้านในมหาวิทยาลัย หรือนอกรั้วมหาวิทยาลัย
ก็มีหอพักอยู่หลายที่ให้นักศึกษาได้เลือกพัก แต่สำหรับนักศึกษาต่างชาติที่มาเรียนที่นี่
จะต้องพักอยู่หอพักด้านนอกมหาวิทยาลัย เพราะหอของนักศึกษาต่างชาติจะอยู่หน้ามหาวิทยาลัยพอดี
สำหรับหอนักศึกษาต่างชาติ ราคาจะค่อนข้างแพงหน่อย แต่ทำเลดี
เครื่องอำนวยความสะดวกในห้องครบครัน มีทั้งห้องเดี่ยว
และห้องคู่สำหรับคนที่ต้องการอยู่กับรูมเมท แน่นอนว่าห้องเดี่ยวราคาย่อมแพงกว่าเพราะอยู่คนเดียว
ราคาตกอยู่ที่ 1,500,000 วอน หรือประมาณ 35,000บาทไทย
(3 เดือน/ เทอม) ส่วนห้องคู่ ราคา 900,000 วอน หรือประมาณ
22,500บาทไทย ( 3เดือน/เทอม) ถ้าใครไม่อยากอยู่หอ จะไปหาห้องเช่าอยู่เองก็ทำได้
หรือจะอยู่แบบ "ฮาซุกชิบ" นั่นก็คือเป็น "บ้านคนเกาหลี"
ที่แบ่งให้บ้านให้เช่าเป็นห้องๆ มีอาหารเช้า กับ เย็นให้
ค่าเช่าก็รวมค่าอาหารไปด้วย ราคาประมาณ 350,000 วอน -
400,000 วอน หรือประมาณ 8,000 - 10,000 บาทต่อเดือน ซึ่งอาหารที่มีเสริมให้ถ้าไม่อยากกินก็สามารถบอกว่าไม่เอาอาหาร
จะได้ไม่ต้องเสียค่าอาหารเพิ่มแต่ถ้าอยู่ "ฮาซุกซิบ"
รับรองว่าได้ฝึกฝนภาษาเกาหลีแบบเต็มๆ เพราะต้องเจอหน้าเจ้าของบ้านทุกวัน
สถานที่ท่องเที่ยวในกรุงโซล
นอกจากกรุงโซลจะโดดเด่นทางด้านการศึกษาแล้ว ยังมีนักเรียนจากต่างจังหวัดของเกาหลี
เข้ามาศึกษาหาความรู้กันมากมายด้วย รวมถึงถานที่ท่องเที่ยวในกรุงโซลที่เป็นที่ดึงดูดใจให้ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาที่โซล
เพราะการเดินทางในเมืองก็สะดวก มีทั้งรถเมล์ และรถไฟใต้ดินให้เลือกใช้
ยิ่งถ้าเป็นรถไฟใต้ดินยิ่งสะดวกเข้าไปใหญ่ เนื่องจากรถไฟใต้ดินมีหลายสายวิ่งไปทั่วเมืองเลย
และยังสามารถไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่เราอยากไปได้เลย
ประเภทที่เรียกว่า ขึ้นจากรถไฟใต้ดินโผล่มาก็เจอสถานที่ท่องเที่ยวเลย
ซึ่งในกรุงโซลจะมีที่เที่ยวหลายที่ เหมือนกับในหนังหรือในละครเกาหลีที่กำลังเป็นที่นิยมในบ้านเรา
จึงทำให้มีการจัดทัวร์ย้อนรอยละครหรือหนังเกาหลีกันบ่อยๆ
สถานที่ที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็น "สวนสนุกล็อตเต้เวิลด์"
ซึ่งเป็นสวนสนุกในห้างสรรพสินค้า หรือจะเป็นสวนสนุกขนาดใหญ่ข้างนอกอย่าง
"สวนสนุกเอเวอร์แลนด์" หรือ "ซออุลแลนด์"
ทำให้เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ ถ้าชอบช้อปปิ้งก็ต้องไปที่
"ตลาดทงแดมุน" หรือจะไปที่ "ตลาดนัมแดมุน"
ก็ไม่เลวทีเดียว เพราะจะมีของขายเยอะเเยะมากมายไม่ว่าจะเป็น
เสื้อผ้า, ของกิน, ของฝาก, ของที่ระลึก ก็มีเต็มไปหมด
ถ้าอยากรู้ว่าวัยรุ่นเกาหลีเขาแต่งตัวกันอย่างไร ก็ต้องนี่เลย
"ย่านช้อปปิ้งเมียงดง" รับรองเหมือนสยาม-เซ็นเตอร์พร้อยบ้านเรา
ก็ว่าได้ ยิ่งตกเย็นแล้วหละก็จะมีร้านขายของเล็กๆ ขายของอยู่ข้างทางกันอย่างคึกคัก
นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์อย่างพระราชวังต่างๆ
ให้ได้เที่ยวชมกันด้วย เช่น คยองบกกุง , ทอกซูกุง, ชังด๊อกกุง
อย่างที่ละครเรื่องแดจังกึมไปถ่ายทำมานั้นหละ ถ้าจะให้เล่าถึงสถานที่เที่ยวรอบๆ
กรุงโซลทั้งหมด คงพูดกันเป็นวันก็ไม่หมดแน่ๆ
ฤดูของเกาหลี
สภาพอากาศของประเทศเกาหลีจะแบ่งเป็น 4 ฤดู แต่ละฤดูจะมีสีสันที่แตกต่างกันออกไป
1. ช่วงฤดูใบไม้ผลิที่เกาหลีก็มีดอกซากุระ หรือ ดอกเชอร์รี่บาน
2. ช่วงฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้ก็จะเปลี่ยนสี
3. ช่วงฤดูหนาวที่เกาหลีจะมีหิมะตก
4. ช่วงฤดูร้อน เป็นช่วงที่สีสันของเสื้อผ้าละลานตา
คนเกาหลีเองแม้ภายนอกจะดูแข็งๆ สีหน้าบึ่งตึง เหมือนยุ่งอยู่ตลอดเวลา
เพราะการอยู่ในโซลที่เป็นเมืองหลวง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องแข่งกับเวลาอยู่ตลอด
แต่คนเกาหลีเองก็มีน้ำใจ คอยช่วยเหลือคนต่างชาติเหมือนกัน
ถ้าใครสนใจที่จะไปเรียนที่กรุงโซล ของประเทศเกาหลีดูบ้าง
ก็สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่สถาบันภาษา Cyes ที่ตอนนี้รับจัดหาที่เรียนให้กับนักเรียนหรือผู้ที่สนใจจะไปเรียนภาษาเกาหลีที่ประเทศเกาหลี
ตามเบอร์โทร 02-2763091-2 |